วิธีการรักษา การป้องกันการติดโรค Aids และเชื้อ Hiv

การรักษาโรค Aids มีการศึกษาพัฒนายาตัวใหม่ การรักษาโรค Aids สมัยก่อนผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิต แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนารักษาไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยาทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ดังนั้นผู้ติดเชื้อ HIV ควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อวางแผนการรักษา

เชื้อ HIV ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน  เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงก็ติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย การรักษาโดยให้ยาต้านไวรัสเป็นการหยุดเชื้อไวรัสให้แบ่งตัวลดลง ทำให้เชื้อ Hiv ไม่ลุกลามจนกลายเป็นโรค Aids นั่นเอง

การรักษา

ผู้ป่วยต้องศึกษาเกี่ยวกับโรค Aids ในหลายๆแง่มุม รวมทั้ง การดื้อยา ผลข้างเคียง ราคายา การติดเชื้อฉวยโอกาส เมื่อตัดสินใจรับการรักษาแล้ว แพทย์จะจ่ายยาดีที่สุดเพื่อป้องกันการดื้อยา ตัวผู้ป่วยเองต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลรักษาสุขภาพให้ดี เพราะถ้าขาดยาไปเพียงมื้อเดียว จะทำให้ระดับยาในเลือดลดลง เชื้อจะดื้อยาได้

เป้าหมายในการรักษา

เชื้อ HIV เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรค Aids เพราะฉะนั้นการยับยั้งแบ่งตัวของเชื้อ HIV จะทำให้โรค Aids หยุดหรือช่วยชะลอการเปลี่ยนระยะได้นานขึ้น  เพื่อช่วยยืดอายุและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หยุดการแบ่งตัวของเชื้อให้เหลือน้อยที่สุด และนานที่สุด สามารถใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การติดตามการรักษา

หลังการรักษา เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแพทย์จะทำการนัดตรวจทุกๆ 3-6 เดือน เพื่อประเมินสิ่งต่อไปนี้

  • ดูประสิทธิผลของยา
  • ดูผลข้างเคียงของยา
  • ดูการดำเนินของโรคว่าเปลี่ยนระยะไปเป็นโรค Aids หรือยัง
  • ดูว่ามีโรคฉวยโอกาสเกิดขึ้นหรือยัง
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป

ในปัจจุบันนี้ ความรู้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น มียาต้านไวรัส HIV มากกว่า 30 ชนิด รวมทั้ง คิดค้นวัคซีน ยาหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ  ราคายาต้าน HIV ที่เคยแพงมากก็ค่อย ๆ ถูกลง ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ถ้าพูดถึงโรคAids  คงไม่มีใครเชื่อว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จะมีโอกาสรอดชีวิต ถึงแม้จะมีการคิดค้นยาต้านไวรัส HIV ตัวแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ก็ตาม

ในอดีต ไม่มียาต้านไวรัส HIV  ผู้ป่วยโรค Aids ได้แต่นอนรอวันตายอย่างเดียว แต่ปัจจุบันหากผู้ป่วยมีวินัย กินยาต้านไวรัส HIV อย่างเคร่งครัด  ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาสุขภาพจิตให้ดี มองโลกในแง่บวก ก็มีโอกาสมีชีวิตยืนยาว สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ในอนาคตผู้ป่วยไม่ต้องกินยาตลอดชีวิต ถ้าตรวจพบเร็ว และรักษาทันทีหลังจาก  9 สัปดาห์ ที่ได้รับเชื้อ HIV และกินยาตามระยะเวลาที่เหมาะสม

พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Hiv เช่น การฉีดยาเสพติดเข้าเส้นโดยใช้เข็มร่วมกัน ,  การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย หากเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ จะช่วยลดการเกิดอัตราติดเชื้อได้มาก อย่าลืมว่าทุกวันนี้ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนที่ป้องกันเชื้อ Hiv ดังนั้นเราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรค Aids

บุคคลเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV

สมัยก่อนผู้ติดเชื้อ Hiv ส่วนมากมักจะเป็นคนรักร่วมเพศ หรือคนติดยาเสพย์ติด ในการเข้าเส้น โดยใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น แต่ปัจจุบันกลับพบว่าการติดเชื้อ HIV ส่วนมากพบได้ใน วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้ชายที่ชอบเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ แม่บ้าน กล่าวคือ สามารถพบได้ทั่วไป

การป้องกันการติดเชื้อ HIV จากเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อ HIV  สามารถติดต่อกันทางเยื่อเมือก หรือ สารคัดหลั่ง เช่น ซึมปลายของอวัยวะเพศชาย ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด น้ำหล่อลื่นทั้งหญิงและชาย เลือด จะทำให้ติดเชื้อได้

วิธีป้องกันได้ผลมากที่สุดแต่ทำได้ยากคือการไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น

เราเลยต้องหาวิธีป้องกันในรูปแบบอื่น คือ ป้องกันตัวเองทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางที่ได้มาตรฐาน นอกจากการเลือกใช้ถุงยางแล้ว ยังต้องเรียนรู้วิธีใช้อย่างถูกต้องอีกด้วย รวมทั้งห้ามใช้สารหล่อลื่นที่เป็นไขมันเพราะจะทำให้ถุงยางรั่วได้

กิจกรรมเสี่ยงและไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV

  • การช่วยตัวเอง กอดรัดเล้าโลม จูบ โอกาสติดเชื้อต่ำ
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ช่องคลอดมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปากก็มีความเสี่ยง อย่าลืมใส่ถุงยางป้องกัน

การติดเชื้อ Hiv สำหรับผู้ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น

  • เลิกเสพย์และเข้ารับการบำบัดเพื่อหยุดยาเสพย์ติดอย่างถูกต้อง
  • ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ให้เปลี่ยนเข็มใหม่ทุกครั้ง

การป้องกันการติดเชื้อ HIV ในคุณแม่ตั้งครรภ์

ลูกที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV สามารถติดเชื้อจากแม่ในขณะตั้งครรภ์ ในปัจจุบันหากทราบว่าคนท้องมีเชื้อ HIV จะให้ยา AZT ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อลงได้

การป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสโรค

เคยมีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขถูกเข็มตำ แต่พบว่าหากให้ AZT หลังถูกเข็มตำทันที จะช่วยลดอันตราการติดเชื้อลงได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการป้องกันดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือ การใส่ถุงยาง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง สำหรับผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันไม่ว่าจะเป็นทางทวารหนัก ทางปกติ oral sex กับผู้ติดเชื้อ HIV หรือกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับยาป้องกันภายใน 3 วันหลังจากสัมผัส

การบริจาคเลือด

ผู้ติดเชื้อ HIV ห้ามบริจาคเลือดเด็ดขาด