ยาต้านไวรัส HIV ตัวใหม่ทางเลือกใหม่ของผู้ติดเชื้อ

จากรายงานทางการแพทย์พบว่าผู้ติเชื้อ HIV ในช่วงอายุยังน้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ปี เมื่อได้รับการรักษาด้วยยาที่มีการคิดค้นขึ้นใหม่จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นจนเกือบเท่ากับคนปกติ ประกอบกับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา แต่ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อไวรัสจึงทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

นักวิทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบริสตอลได้ระบุในรายงานทางการแพทย์ถึงความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีมาจากผลพวงของยาชนิดใหม่ ที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อยลงแล้วยังช่วยป้องกันการขยายจำนวนของเชื้อไวรัสในร่างกายได้ดีมากขึ้น และทำไม่ให้เกิดอาการดื้อยา ทั้งนี้ยาจะเกิดประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการติดเชื้อว่าสามารถพบเจอได้เร็วหรือช้า

จากผลการวิจัยนี้พิสูจน์แล้วทั้งลบล้างความเชื่อแบบเดิมๆ เกี่ยวกับสุขภาพและอายุขัยของผู้ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนั้นเพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น

อีกทั้งผลการสำรวจในครั้งนี้ยังนำข้อมูลจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 85,000 คน จากจำนวน 18 ประเทศของยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ พบว่ามีผู้เสียชีวิตลดน้อยลงในช่วงระหว่างการใช้ยาต้านไวรัสตัวใหม่ ตั้งแต่ปี 2008-2010 ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงปี 1996-2013 อายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อในช่วงวัย 20 ปี คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้น 10 ปีในผู้หญิง และ 9 ปีในผู้ชาย และจากการวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า ในช่วงปี 2008-2010 อายุขัยเฉลี่ยของผู้ชายที่เริ่มทดลองใช้ยาต้านไวรัสตัวใหม่ในช่วงอายุ 20 ปีคิดเป็นเฉลี่ย 73 ปี ส่วนผู้หญิงจะเฉลี่ยอยู่ที่ 76 ปี

จึงอาจสรุปได้ว่าในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการตรวจจากแพทย์มีจำนวนที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 8 ที่ยังไม่ได้เข้ารับการตรวจ ยกตัวอย่างจากรายงานโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ในปี 2015 พบจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี 37 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 17 ล้านคนที่เข้าถึงยาต้านไวรัส โดยในจำนวนนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน ซึ่งก็คือกลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการยืนอายุขัยของผู้ป่วยก็ตาม แต่ในเรื่องของกำลังใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวังและท้อแท้ ต่อให้มียาวิเศษก็ไม่สามารถยื้อชีวิตให้อยู่ได้นานที่สุดเช่นกันคะ